สาเหตุของมันมีทั้งที่เป็น medical causes และ non-medical causes สาเหตุทาง medical รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การขาดอาหาร ความเจ็บป่วยภายในและแบคทีเรียหรือพวกเชื้อราที่ทำให้ติดเชื้อบริเวณผิวหนัง และ feather follicle เรื่องที่น่าสนใจที่ตรงข้ามกับความคิดของคนทั่วไปที่ว่าปรสิตภายนอกจะไม่ค่อยพบในนกที่ถูกขัง สาเหตุที่ไม่ใช่สาเหตุทาง medical คือโรคทางจิตและความเครียด
นกที่เป็นสัตว์ที่ชอบอยู่ในถิ่นของตน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมจะทำให้นกเกิดความเครียด ซึ่งทำให้นกหมกมุ่นและปรากฏออกมาในรูป Feather Picking มันจะเป็นการดีมากที่จะเข้าใจ Feather Picking เพื่อการดูแลและรักษาจากตาราง บริเวณตรงกลางจะเป็นการดูแลและมีรักษาที่ปกติ ทำให้มีการจัดขนเป็นปกติ ทางซ้ายของตารางเป็นนกที่ได้รับการดูแลไม่เพียงพอ นกพวกนี้เป็นนกที่ขาดความรู้เกี่ยวกับการจัดขนจากพ่อแม่ของมัน ทางขวาของตารางคือ นกที่กระตือรือร้นเกี่ยวกับการจัดขนและจะทำลายทันที ทำให้เกิด Feather Picking
พฤติกรรมของนกจะเป็นแบบแผนของมัน ในความเป็นจริงนั้นนกสามารถดูแลรักษาขนของมันได้เองทำให้เป็นที่ดึงดูด จากประสบการณ์ทำให้ทราบว่านกจะสะสมความเครียดเรื่อยๆทุกวัน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของการแต่งขนและ Feather Picking คือการแต่งขนจะใช้ปากจัดแต่งขนให้เรียบร้อย แต่ Feather Picking นกจะจิกและดึงขนของมันให้ขาดออก การดูแลรักษาขน การดูแลรักษาขน การดูแลรักษาขน ไม่เพียงพอ ปกติ มากเกิน ไม่มีการจัดแต่งขน การจัดแต่งขนเป็นปกติ เกิด Feather Picking
นกที่ถูกขังมักจะเกิด Feather Picking กลุ่มนกที่พบทั่วไปประกอบด้วย African gray และ Timnch parrot , cockatoos , macaws , conures , gray-cheeked , parakeets และ cockatieles เป็นที่น่าสนใจว่าเราไม่พบ Feather Picking ในนก budgies หรือนกแก้วอเมซอน และบางครั้งก็พบในนกชนิดอื่น นี่อาจแสดงให้เห็นถึงการที่จะจัดการกับนกและความเครียดของมัน บางคนเชื่อว่าภาวะเช่นนี้เป็นโรคติดต่อ หรือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นเรื่องปกติสำหรับนกป่วยที่เกิดความเสียหายแก่ผิวหนังของมัน (นิ้วเท้า, พังผืดของปีก, ต้นขาและพื้นที่ใต้วงปีก) ความเจ็บปวดนี้มีอยู่ต่อเนื่องในการติดเชื้อและความล้มเหลวจากการรักษาบาดแผล นกพวกนี้จำเป็นต้องป้องกันบาดแผลและเอาใจใส่บาดแผลโดยการใช้ปลอกสวมคอ ผ่าพันแผล ฯลฯ นอกจากนี้ยังต้องป้องกันการลุกลามด้วยยาปฏิชีวนะ
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
ขอบ่นเจ้าหมาตัวแสบที่บ้านหน่อยเถอะ กลับบ้านทีไรมันจะต้องดีใจเกินเหตุไปซะทุกครั้ง กระโจนเข้าใส่บ้าง พุ่งเข้ากอดบ้าง หากตั้งหลักไม่ทันจะต้องล้มคว่ำไปซะทุกที นานวันเข้าก็สร้างความหงุดหงิด จนเกิดเป็นความอยากรู้ว่า… ทำอย่างไร เจ้าหมาตัวดีถึงจะนั่งคอยเฉยๆ ซะที (เถอะ)ก่อนจะไปถึงคำสั่ง ?คอย? นั้น คุณควรให้น้องหมาของคุณเรียนรู้คำสั่งพื้นฐานสามคำสั่งคือ ?นั่ง? ?นิ่ง? และ ?นอน? เสียก่อน เพราะคำสั่งพื้นฐานดังกล่าวคือก้าวแรกของความสำเร็จในการฝึกสอน โดยเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในทุกคำสั่งอยู่ที่ ?ขนม? ของรางวัลล่อตายั่วน้ำลายให้เจ้าตัวดีปฏิบัติตามคำสั่ง
?
ความสม่ำเสมอในการฝึกเป็นเรื่องที่คุณห้ามละเลยอย่างเด็ดขาด สละเวลาสัก 5-15 นาที ต่อวันเพื่อฝึกอย่างจริงจังในแต่ละครั้ง ทบทวนให้บ่อย ย้ำได้ย้ำ แต่อย่าทำให้การฝึกกลายเป็นนรกสำหรับเขาเป็นอันขาด หากเขาไม่ทำตามก็โมโหใส่ แบบนี้ไม่เอา
เมื่อคุณทำให้เจ้าตูบสนุกสนานกับการฝึก คุณเองก็ไม่เครียด สิ่งดีๆจึงจะเกิดขึ้นตามมานะจ๊ะ พร้อมแล้วมาเริ่มฝึกกันโลด อ่อ… ในช่วงแรกควรใส่สายจูงไว้ก่อนเพื่อความราบรื่น
ขั้นที่ 1 เริ่มต้นจากการพาเจ้าตูบไปยังประตูหน้าบ้าน (หากเป็นกระจกจะดีมาก คุณจะได้สังเกตเขาถนัดๆ)
ขั้นที่ 2 สั่งให้เขา ?นั่ง? จับสายจูงไว้ให้มั่นจนแน่ใจว่าเขาจะไม่ลุก
ขั้นที่ 3 ยกฝ่ามือขึ้นตั้งฉาก พร้อมพูดว่า ?คอย? หลังจากนั้นให้เปิดประตู เมื่อเขาขยับตัว ปิดประตูทันที
ขั้นที่ 4 เปิดและปิดประตูซ้ำๆ จนกว่าเจ้าตูบจะไม่เดินตามคุณออกจากประตู
ทั้ง 4 ขั้นตอนล้วนแต่มีความหมายทั้งสิ้น โดยความสำคัญของการเปิดและปิดประตูจะสัมพันธ์กับการปรับความเข้าใจของสุนัข ให้เขาได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าจะเปิดหรือปิดประตูก็ตาม เขาต้องอยู่นิ่ง หากเขาสามารถนั่งนิ่งได้แม้ว่าคุณจะเดินข้ามประตูไปแล้ว อย่าลืมให้ขนมตบรางวัลสักชิ้นล่ะ
หมั่นทบทวนการฝึกให้บ่อยซ้ำไปซ้ำมา ใช้น้ำเสียงสบายๆเวลาชมเขาเพื่อกระตุ้นให้เขาอยากตอบสนองคำสั่ง เมื่อเขาสามารถทำตามได้อย่างราบรื่นแล้ว ลองปลดสายจูงแล้วฝึกซ้ำ มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จอันหอมหวาน ลองจินตนาการภาพดูสิ น้องหมานั่งนิ่งคอยคุณอยู่หน้าบ้านสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แขกไปใครมาก็ต้องชม ?โอ๊ย… หมาบ้านนี้น่ารักจัง นั่งเฉยเชียว? ช่างน่าปลื้มใจอะไรอย่างนี้
**หมายเหตุ** ความอดทนของคุณและน้องหมาคือปัจจัยหลักในการฝึกนะจ๊ะ ค่อยๆสอนกันไป อย่าตั้งความหวังว่าจะต้อง ?คอย? ได้ในเวลา 3 วัน
Feather Picking เป็นพฤติกรรมรูปแบบหนึ่งของนกที่ชอบทำลายขนของมันด้วยการดึงออก ตัด ทำให้หลุดลุ่ย หรือความเสียหายทางอื่น พฤติกรรมเช่นนี้จะยับยั้งเส้นขนปกติที่จะเจริญและโผล่ออกมา การเปลี่ยนขนเป็นกระบวนการปกติของขนแก่ ขนที่ปกคลุมอยู่จะหลุดร่วงและต่อมาก็จะมีขนใหม่ขึ้นมาทดแทน ความถี่ของการเปลี่ยนขนจะเกี่ยวข้องกับสปีชีส์และลักษณะเฉพาะของสัตว์นั้น เช่นเดียวกับปัจจัยทางด้านภูมิอากาศและภูมิประเทศ ในเขตอบอุ่นนกที่ถูกเลี้ยงในกรงจะหยุดการสร้างขนเล็กๆเป็นพักๆตลอดปี และจะมีการเปลี่ยนแปลงขนอย่างมากปีละ 1-2 ครั้ง กระบวนการเปลี่ยนขนนี้ต้องแบ่งออกจาก Feather Picking การวินิจฉัย Feather Picking ไม่ใช่เรื่องยาก นกที่เป็นโรคจะมีลักษณะเหมือนกัน คือ จะไม่มีขนที่คอแต่ขนที่หัวจะมีอย่างปกติ เพราะว่านกไม่สามรถเอาปากไปถึงหัวของตัวเองได้ แต่อาการนี้ไม่นับรวมกรณีของนกที่ขังรวมในกรงเดียวกัน เพราะมันจะมีการต่อสู้และจิกถอนขนของตัวตรงข้าม พฤติกรรมเช่นนี้จะเป็นผลให้ขนที่หัวของมันถูกจิกบางลง
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
ขนมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น ใช้บิน ควบคุมอุณหภูมิ ป้องกันการกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อมความรุนแรงของสภาพอากาศ และการดึงดูดเพศตรงข้าม ( สีขน การตั้งชันของขน ) ถ้าปราศจากขนนกป่าจะไม่สามารถรอดชีวิตได้ ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่และรักษาขนให้อยู่ในสภาพปกติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมัน วิธีการที่นกแต่งตัวของมันเองเรียกว่า “ Preening ” โดยที่มันจะใช้จงอยปากของมันปรับสภาพและทำให้ขนของมันกันน้ำได้ การจัดแต่งขนถูกแยกออกเป็น feather picking และการทำลายขน
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
ภาวะการทำลายของนกทีขังกรง เรียกว่า Feather Picking ขนที่ไม่เป็นระเบียบและยุ่งเหยิงนั้นยากที่จะวินิจฉัยและรักษา ปัญหาเกี่ยวกับขนนกเป็นเรื่องปกติที่ตรวจพบ บางคนซื้อนกมาเลี้ยงเนื่องจากสมบัติทางกายภาพของมันดึงดูดใจ เช่น สีสันของขนและเสียง เป็นต้น เจ้าของนกบางคนชอบขนที่สมบูรณ์ เมื่อนกเริ่มจิกและดึงขนของมันทำให้ความสวยของมันลดลง เจ้าของจึงมีความตื่นตระหนก สาเหตุบางส่วนของนกที่ถูกเจ้าของกำจัดเนื่องมาจากความไม่เข้าใจคิดว่าพฤติกรรมนั้นเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และไม่เข้าใจว่าอะไรจะหยุดพฤติกรรมนั้นได้
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
สัตว์ปีกในที่นี้คงหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่มีปีกเฉพาะเป็ด ไก่และตระกูลนกที่คนนำมาเลี้ยง คงไม่รวมถึงสัตว์ป่า โดยเฉพาะเป็ด ไก่ ถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์จากไก่เป็นหลายๆล้านบาท เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่บ้านเรามีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยมาช่วยเลี้ยงทำให้ผลผลิตดี คุณภาพของสินค้าดี จึงเป็นที่นิยม ที่สำคัญต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้ดีอยู่เสมอ จึงจะสามารถรักษาตลาดไว้ได้ รวมทั้งต้องมีการจัดการการเลี้ยงที่ดี มีต้นทุนการผลิตต่ำจึงจะสามารถแข่งขันกับต่างๆประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีไก่พื้นเมือง หรือไก่ชนก็กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงเหมือนกัน..
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อดิน ส่วนใหญ่เลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่น เช่น เลี้ยงร่วมกับปลานิลเพื่อไว้คุมจำนวนประชากรของลูกปลานิลไม่ให้แน่นบ่อเช่นเดียวกับปลาช่อน นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่นใต้เล้าไก่หรือเล้าหมูโดยปล่อยอัตราส่วนปลาบู่ต่ำซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงจะหาซื้อพันธุ์ได้มากน้อยเท่าใด เมื่อเลี้ยงปลามีน้ำหนัก 400-800 กรัมขึ้นไป จึงจับจำหน่าย แล้วหาพันธุ์ปลามาปล่อยชดเชย อาหารที่ให้เป็นพวกปลาเป็ดบดปั้นเป็นก้อนๆใส่ลงในเรือแจวให้อาหารเป็นจุดๆ รอบบ่อ จุดที่ให้อาหารมีกระบะไม้ปักอยู่เหนือก้นบ่อเล็กน้อย ในช่วงตอนเย็นปริมาณอาหารที่ให้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลา ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 8-12 เดือน จับจำหน่าย น้ำหนักปลาที่นิยมรับซื้อตั้งแต่ 400-800 กรัม ไม่เกิน 1 กิโลกรัม
การลี้ยงปลาบู่ในกระชัง ปลาบู่เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงในกระชัง เนื่องจากสามารถเลี้ยงได้หนาแน่นในที่แคบได้ และเป็นปลากินเนื้อจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารธรรมชาติมากนัก ถึงแม้ว่าปลาบู่มีนิสัยชอบอยู่นิ่งเป็นส่วนใหญ่ แต่ชอบที่ที่มีน้ำไหลผ่านโดยเฉพาะน้ำที่มีความขุ่นยิ่งดีเพราะปลาบู่ตกใจง่ายเมื่อเลี้ยงในน้ำใส ปลาบู่เป็นปลาที่มีราคาแพง ที่ปากกระชังราคากิโลกรัมละ 320 บาท(ราคาปี 2541) การเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง เลือกสถานที่ การเลือกที่ที่เหมาะสมในการวางกระชังปลาบู่นับเป็นจุดเริ่มต้นการเลี้ยงที่สำคัญที่สุด ถ้าเลือกสถานที่เลี้ยงได้ดี ทำให้ปลาบู่เจริญเติบโตเร็ว อัตรารอดสูง ทุนค่าใช้จ่ายในการจัดการ
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
ปลาบู่มีราคาแพงจึงเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้มีผู้สนใจเลี้ยงปลาบู่อย่างกว้างขวาง การเลี้ยงปลาบู่มีเลี้ยงกันใน บ่อซีเมนต์ บ่อดิน และกระชัง แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากเป็นการเลี้ยงในกระชัง ส่วนบ่อดินก็มีผู้เลี้ยงกันอยู่บ้างทั้งในรูปแบบการเลี้ยงแบบเดี่ยว แบบรวม และแบบผสมผสาน สำหรับการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ มีการเลี้ยงอยู่น้อยมาก เพราะลงทุนสูงและต้องการน้ำสะอาดในการเลี้ยง
ที่มา : http://www.vet.ku.ac.th
ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ เพราะไข่ที่ได้มีอัตราการฟักและรอดสูง
พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 300-500 กรัม แต่ไม่ควรเกิน 1 กิโลกรัม และไม่ควรเป็นปลาที่อ้วนหรือผอมเกินไป
เมื่อจับพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาจากที่กักขังใหม่ๆ ควรรีบคัดปลาที่มีสีนวลดูปราดเปรียว และควรเป็นปลาที่ปรับสีสู่สภาพเดิมได้เร็วเมื่อหายตกใจ ไม่ควรคัดพ่อแม่พันธุ์ที่มีสีเหลืองซีดผิดปกติ
เมื่อลูบตามตัวปลาจากหัวไปหางแล้วรู้สึกปลาลื่น แสดงว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพดี
บริเวณนัยน์ตาไม่ขุ่นขาว
ไม่ใช่ปลาที่จับได้ โดยการใช้ไฟฟ้าชอร์ตเพราะเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งแล้ว ปลาจะตายมากหรือตายหมดทั้งกระชัง
ไม่มีพยาธิภายนอกหรือเชื้อราเกาะตามลำตัว ถ้ามีปริมาณไม่มากควรกำจัด รักษา และป้องกันก่อนนำไปทำเป็นพ่อแม่พันธุ์
บริเวณครีบอก ครีบหู ครีบหางและครีบท้องไม่ควรมีบาดแผลฉีกลึกถึงโคนครีบ
ตามลำตัวไม่ควรมีบาดแผล ถึงแม้จะเป็นบาดแผลเล็กๆก็ตามเพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคและลุกลามตายในที่สุด ถ้าจำเป็นควรรักษาให้หายก่อนนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์
การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์ การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ขนาดของบ่อเพาะพันธุ์ไม่ควรใหญ่หรือเล็กจนเกินไปเพื่อสะดวกต่อการดูแลและจัดการกับพ่อแม่พันธุ์ สำหรับบ่อขนาด 800 ตารางเมตร ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 150 คู่ ให้ได้ผลผลิตดีที่สุด Read the rest of this entry »