Archive for the ‘เครื่องปรับอากาศ’ Category
การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ
การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ
เครื่องปรับอากาศที่มีขายในท้องตลาดออกแบ่งออกได้ 4 ลักษณะดังนี้ :
Read the rest of this entry »
ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ
AIRTEMP (บริษัท สยามเทมป์ จำกัด)??
71/5 หมู่ 3 ถนนติวานนท์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี?
?0-2961-8822 , 02-584-1485-9?? 0-2961-9661 , 0-2583-7318????
?
?
AMENA (บริษัท ยูนิโก้ คอนซูมเมอร์โปรดักส์ จำกัด)??
25/7 หมู่ 4 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510?
?0-2919-0823?? 0-2571-1819????
?
?
CARRIER (บริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด)??
ชั้น 14-15 อาคารเนชั่นทาวเวอร์ 46/63-74 ถนนบางนา-ตราด กม. 4.5 บางนา กรุงเทพฯ 10260?
?0-2751-4777?? 0-2751-4778????
?
?
CENTRAL AIR (บริษัท แพนสยาม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด)??
62/16-25 ซอยเสนาสฤษดิ์เดช ถนนกรุงเทพ – นนทบุรี ตำบลบางเขน อำเภอเมือง นนทบุรี 11000?
?0-2526-1985-90, 0-2525-0805-6, 0-2526-8234-8?? 0-2526-1277????
?
?
DAIKIN (บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด)??
49/9 หมู่ 5 ซ.อ่อนนุช 55/1(สยามไดกิ้น) ถ.อ่อนนุช กม.7.5 แขวงประเวศ กรงเทพฯ 10250?
?0-2721-7670?? 0-2721-7607-8????
?
?
EMINENT (บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด)??
405หมู่ 5 ซอยสุนทรวสุ ถนนพุทธรักษา ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280?
?0-2398-1717?? 0-2749-3035????
?
?
EVE (บริษัท อีฟ โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด)??
660 ม.5 ซอยโอฬาร2 ถ.นวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240?
?0-2733-6720?????
?
?
FUJITSU (บริษัท เจ๊บเซ่น แอนด์ เจ๊สเซ่น จำกัด)??
ชั้น 25-29 อาคารสรชัย 23/110-117 ซ.สุขุมวิท 63 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110?
?0-2714-3900?? 0-2714-3900????
?
?
HITACHI (บริษัท ฮิตาชิเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด)??
994 ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110?
?0-2381-8381-98?? 0-2381-9520????
?
?
LG (บริษัท แอลจีมิตร อิเลคทรอนิคส์ จำกัด)??
75/80-83 ชั้น 22 อาคารริชมอนด์ ซ.สุขุมวิท 26 คลองเตย กรุงเทพฯ 101106?
?0-2260-8787?? 0-2260-8790, 0-2260-8800????
?
MITSUBISHI ELECTRIC (บริษัท กันยงวัฒนา จำกัด)
?
เลขที่ 28 ถนนกรุงเทพกรีฑา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.10240
? 0-2731-6841??? 0-2379-4759-62???
?
?
?
MITSUBISHI HEAVY DUTY (บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด)
?
797 อาคารมหาจักร ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
? 0-2716-8393??? 0-2319-1363???
?
?
?
MITSUTA (บริษัท มิตซูต้า (ประเทศไทย) จำกัด)
?
12/8 หมู่ 8 ถนนลำลูกกา ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150
? 0-2533-2883-4??? 0-2997-3372???
?
?
?
MORNING STAR (บริษัท ไทยฮีทเอ็กซ์เซ้นจ์ จำกัด (มหาชน))
?
1364 ถ. รามคำแหง แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม. 10250
? 0-2319-1911-5??? 0-2318-2655???
?
?
?
PANASONIC (บริษัท พานาโซนิค เอ. พี. เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด)
?
18/6 หมู่ 7 ถ. บางนา-ตราด กม.17 ต. บางโฉลง อ. บางพลี จ. สมุทรปราการ 10540
? 0-2312-7148??? 0-2312-7165-7???
?
?
?
SAIJO-DENKI (บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด)
?
12, 14, 16, 18 ซอยจุฬาฯ 12 ถนนบรรทัดทอง แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
? 0-2611-6222??? 0-2214-0164, 0-2215-5936???
?
?
?
SAMSUNG (บริษัทไทยซัมซุงอิเล็กโทรนิคส์ จำกัด)
?
195 ถ.สาธรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพฯ 10120
? 0-2695-9127, 0-2695-9129????
?
?
?
SHARP (บริษัท ชาร์ป เทพนคร จำกัด)
?
ชั้น 11 (โซน ซี), ชั้น 12 อาคารรามาแลนด์ 952 ถนนพระราม 4 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. 10500
? 0-2638-3500??? 0-2638-3900???
?
?
?
STAR-AIRE (บริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด)
?
32/5-8 หมู่ 5 ถ.ติวานนท์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
? 0-2961-9620-6??? 0-2961-9629???
?
?
?
SUN-AIRTECH (บริษัท แอร์อิมเมจ กรุ๊ป จำกัด)
?
30/47 ถ.ลำลูกกา ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
?
SUPREME (บริษัท ซี.เอ็น.อี.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด)??
91/42 ม.4 สุขุมวิท 105 ถ.สุขุมวิท บางนา พระโขนง กทม. 10260?
?0-2398-2929, 0-2749-8178, 0-2743-3319?? 0-2743-3318????
?
?
TASAKI (บริษัท ไทยทาซากิ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด)??
73/12-14 หมู่ 4 ถนน เทพารักษ์ กม. 11 บางพลีใหญ่ บางพลี สมุทรปราการ 10540?
?0-2385 5848, 0-2755 4488?? 0-2757 5475????
?
?
TRANE (บริษัท เทรน(ประเทศไทย))??
ชั้น 7 อาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ 2 สุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110?
?02-656-8777?? 0-2656-8778????
?
?
UNI-AIRE (บริษัท ยูนิแอร์ คอร์ป)??
33/1 หมู่ 3 ถ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540?
?0-2312-4278, 0-2312-4263-76?? 0-2312-4277????
?
?
YORK (บริษัท ยอร์ค แอร์คอนดิชั่นนิ่ง แอนด์ รีฟริคเจเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด)??
81-89 ซ.อ่อนนุช 64 ถ.อ่อนนุช สวนหลวง สวนหลวง กทม.?
?0-2721-0500, 0-2721-0500?? 0-2721-1590-4, 0-2721-1590-4???
?
?
การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ (Maintenance)
การทำความสะอาดภายในโดยช่างผู้ชำนาญ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน แต่อาจไม่บ่อยเท่ากับการทำความสะอาดด้วยตนเอง โดยอาจจะทำ 3-6 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และการใช้งาน การล้างภายในต้องใช้ช่างผู้ชำนาญเนื่องจากต้องมีการถอดชิ้นส่วนบางชิ้น เช่นถอดถาดน้ำทิ้งมาล้างเพื่อให้น้ำทิ้งไหลได้สะดวก และใช้ปั๊มน้ำแรงสูงฉีดทำความสะอาดแผงคอยล์
การตรวจเช็คสภาพ เป็นการตรวจเช็คระบบทั่วไป ซึ่งโดยมากแล้วจะทำพร้อมกับการล้างภายในโดยช่างผู้ชำนาญ
? วัดความดันน้ำยาในระบบว่าเพียงพอหรือไม่
? ตรวจระบบไฟฟ้า เช่นสภาพของสายไฟ
? หยอดน้ำมันมอเตอร์พัดลมทั้งที่คอยล์ร้อน และคอยล์เย็น
? ตรวจสอบและซ่อมแซมฉนวนหุ้มท่อน้ำยาที่เชื่อมต่อระหว่าง คอนเดนซิ่งยูนิต และแฟนคอยล์ยูนิต
ที่มา air-thai.com
ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างไรให้ประหยัด (Energy Saving)
- เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่ทดแทนเครื่องเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งานมานาน
- ลดความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามายังบริเวณที่ปรับอากาศ โดยผ่านทางผนัง หน้าต่าง หลังคา และพื้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การลดความร้อนผ่านผนัง
1.1 ผนังกระจกที่มีพื้นที่กระจกใส เป็นพื้นที่ที่ความร้อนสามารถผ่านเข้ามาในห้องได้มากที่สุด ควรป้องกันความร้อนดังนี้
- ใช้เครื่องบังแดดภายในอาคาร
- ใช้กันสาดในแนวตั้งและแนวนอน หรือการหลบแนวหน้าต่างเข้ามาภายใน
- สำหรับกระจกที่หันไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ควรติดกันสาดในแนวนอน
- ส่วนกระจกที่หันไปทางทิศเหนือและทิศใต้ ควรใช้กันสาดในแนวตั้ง
- ปลูกต้นไม้บังแดดสำหรับกระจกทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
- ใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่สีอ่อนบังแดดภายในด้านหลังกระจก โดยเลือกใช้มู่ลี่ชนิดใบอยู่แนวนอนสำหรับสำหรับกระจกทางทิศเหนือหรือทิศใต้ ส่วนกระจกทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกควรใช้กระจกกรองแสงหรือสะท้อนแสง
- พยายามใช้กระจกเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของอาคาร
1.2 ผนังอาคารที่เป็นปูน
- ทาสีด้านนอกด้วยสีขาวหรือสีอ่อน หรือใช้วัสดุผิวมัน เช่น กระเบื้องเคลือบ เพื่อช่วยสะท้อนแสง
- ควรปลูกต้นไม้หรือสร้างที่บังแดด เพื่อให้ร่มเงาแก่ผนัง
- ผนังห้องห้องโดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ซึ่งไม่มีเงากำบัง เป็นส่วนที่มีความร้อนมาก ควรบุฉนวนกันความร้อนหรือใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น ชั้นหนังสือหรือตู้เสื้อผ้า ตั้งกั้นไม่ให้ความร้อนแผ่เข้ามาในห้องเร็วนัก
1.3 ผนังอาคารที่เป็นไม้ หากมีช่องห่างของไม้มากควรตีผนังด้านในด้วยไม้อัด เพื่อกันการผ่านของความร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคาร
2. การลดความร้อนผ่านหน้าต่าง
2.1 หน้าต่างควรมีเฉพาะทิศเหนือหรือทิศใต้ของอาคาร เพื่อลดการรับแสงแดดโดยตรง
2.2 ต้องพยายามไม่ให้มีรอยรั่วตามขอบประตู หน้าต่าง หรือบริเวณฝ้าเพดาน
2.3 หน้าต่างส่วนที่เป็นกระจก ให้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผนังกระจก
3. การลดความร้อนผ่านหลังคาและฝ้าเพดาน
3.1 หลังคาที่เป็นสังกะสีหรือกระเบื้อง ควรตีฝ้าหรือติดตั้งวัสดุสะท้อนความร้อน หรือบุฉนวนกันความร้อน เพื่อช่วยลดความร้อนที่จะแผ่เข้ามาในอาคาร
3.2 ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลังคากับฝ้ามาก ควรเจาะช่องลมเพื่อระบายอากาศ จะทำให้ประหยัดการปรับอากาศได้
4. การลดความร้อนผ่านพื้น หากเป็นพื้นไม้ควรอุดช่องระหว่างไม้ให้สนิท แอร์จะได้ไม่รั่วออกไป
5. การปรับปรุงห้องในส่วนอื่นๆ อาทิ จัดพื้นที่ในห้องซึ่งไม่ได้ใช้งานประจำ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ อยู่ทางทิศตะวันตก จะช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้ามาถึงห้องที่ใช้สอยประจำ คือส่วนนอน ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการปรับอุณหภูมิลงได้
6. การลดความร้อนจากดวงไฟและอุปกรณ์ภายใน
6.1 พยายามใช้แสงธรรมชาติช่วยส่องสว่างภายในอาคาร และควรจะปิดไฟที่ไม่จำเป็น
6.2 ภายในอาคารควรใช้สีอ่อน เพื่อช่วยในการสะท้อนแสง ทำให้ใช้ดวงไฟน้อยลง
6.3 เลือกใช้หลอดไฟที่มีประสิทธิภาพการส่องสว่างสูง เช่นหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไฟแบบมีไส้
6.4 อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนมากควรใช้นอกห้อง เช่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง หรือกาต้มน้ำ
?
?
ที่มา air-thai.com
การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี (Instructions)
ควรปิดประตูหน้าต่างและผ้าม่านให้มิดชิด ก่อนเปิดเครื่องและระหว่างใช้งาน ไม่ควรให้ความร้อนเข้ามาเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนักและกินไฟ- ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม ไม่เย็นจัดจนเกินไป โดยทั่วไปเวลานอนควรตั้งที่ 26 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเวลาทำงานก็ประมาณ 24 องศาเซลเซียส
- เริ่มต้นเปิดเครื่องอาจปรับระดับความเร็วลมที่ความเร็วสูง (High) ก่อนเพราะจะทำให้เย็นเร็ว พอเย็นได้ที่แล้วควรปรับลดไปที่ความเร็วต่ำ (Low)
- อย่าให้มีสิ่งกีดขวางทางลมทั้งที่แฟนคอยล์ยูนิต และคอนเดนซิ่งยูนิต เพื่อการระบายลมที่สะดวก
?
ที่มา?: ?air-thai.com
การเลือกตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม (Installation)
แฟนคอยล์ ยูนิต
- ถ้าเป็นห้องนอนควรวางให้ลมจากเครื่องปรับอากาศเป่าด้านข้างลำตัวขณะนอนเสมอ เพราะถ้าให้ลมพัดจากศีรษะไปเท้า หรือเท้าไปศีรษะ จะส่งผลให้ไม่สบายได้ง่าย
- ไม่ควรวางเครื่องไว้เหนือเตียง เนื่องจากในการดูแลรักษา จะต้องมีการล้าง และปัดฝุ่นที่ฟิลเตอร์อยู่บ่อยๆ จะทำให้เตียงสกปรกง่าย ดังนั้นควรติดตั้งในบริเวณที่จะสามารถทำการซ่อม บริการได้สะดวก
- อย่าตั้งอุณหภูมิให้เย็นเกินไป เพราะเมื่อนอนหลับแล้ว เราจะไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้อีก ทำให้ไม่สบายได้ง่ายเช่นกัน หรือหากทีรีโมทคอนโทรลก็ควรจัดให้อยู่ใกล้เตียง
- หากมีพื้นที่นั่งเล่นอยู่ในห้องนอน ก็ควรจัดให้ตำแหน่งเครื่องปรับอากาศส่งความเย็นไปหามากกว่าส่วนที่ใช้นอน เนื่องจากขณะนอนหลับเราต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ
- ควรวางแฟนคอยล์ยูนิตให้ใกล้ช่องเปิดหรือระเบียงที่มีคอนเดนซิ่งยูนิต วางอยู่ เพื่อความสะดวกในการติดตั้งและดูแลรักษา
คอนเดนซิ่ง ยูนิต
- บริเวณที่สามารถระบายความร้อนได้สะดวก
- ควรเว้นระยะห่างจากกำแพงมาถึงด้านหลังเครื่องไม่น้อยกว่า 10 ซม. และเว้นระยะด้านหน้าเครื่องไม่น้อยกว่า 70 ซม.
- ไม่โดนฝนสาดได้ง่าย
- บริเวณไม่ถูกแสงแดดส่องโดยตรงตลอดเวลา
- บริเวณที่สามารถปล่อยให้เสียงและลมร้อนระบายออกมาได้โดยไม่รบกวนบริเวณข้างเคียง
- ตำแหน่งติดตั้งควรมีโครงสร้างแข็งแรงหรือใกล้คานหรือเสาเพื่อรับน้ำหนักตัวเครื่องได้ดี
- ตัวเครื่องควรยกระดับให้พ้นจากพื้นดินอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือพ้นจากระดับที่น้ำท่วมถึง และในบริเวณที่สามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย
- หลีกเลี่ยงการติดตั้งในบริเวณที่มีโอกาสติดไฟ เนื่องจากน้ำยาแอร์เป็นแก๊สชนิดหนึ่งที่สามารถติดไฟได้ง่ายถ้ารั่ว
- หลีกเลี่ยงการติดตั้งในบริเวณที่มีกรดซัลไฟด์ เช่นบริเวณท่อระบายน้ำทิ้ง เพราะสารทำความเย็นจะเกิดปฏิกิริยากับกรดซัลไฟด์ ทำให้เกิดแก๊สมีพิษต่อร่างกายเมื่อสูดดม
- ตำแหน่งที่ไม่กีดขวางทางเดิน
ที่มา : air-thai.com
ประเภทของศูนย์จำหน่ายเครื่องปรับอากาศ (Dealers)
เมื่อท่านได้ศึกษาข้อมูล และตัดสินใจเลือกประเภท และขนาดของเครื่องปรับอากาศ จาก ?air-thai.com? ไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องหาแหล่งที่จะซื้อเครื่องปรับอากาศกันได้แล้วครับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วศูนย์จำหน่ายเครื่องปรับอากาศสามารถแบ่งได้ดังนี้
ร้านแอร์ใกล้บ้าน (Authorized Dealers) หมายถึงร้านขายแอร์ทั่วไปที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย ซึ่งมีทั้งร้านที่ขายปลีกอย่างเดียว และร้านที่ขายทั้งปลีกและส่ง ซึ่งส่วนใหญ่ร้านแอร์เหล่านี้มักจะมีบริการรับซ่อมด้วย และบางร้านจะจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์ควบคู่กันไปด้วย
ร้านขายเครื่องไฟฟ้าใกล้บ้าน (Appliances Shop) หมายถึงร้านขายเครื่องไฟฟ้าที่มีเครื่องปรับอากาศวางขายอยู่ด้วย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายเช่นกัน
ห้างสรรพสินค้า หรือ ซูเปอร์สโตร์ (Carrefour, Makro, Lotus, Robinson, Powerbuy, Homepro, Homework) หมายถึงแผนกจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทีมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทุกประเภทวางจำหน่ายรวมอยู่ด้วย
ส่วนการตัดสินใจว่าจะซื้อจากแหล่งใดนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อ โดยควรคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ คุณภาพการติดตั้ง และการให้บริการหลังการขายเป็นสำคัญ เนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา : air-thai.com
ข้อพิจารณาก่อนการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ (Criteria)
ดังนั้นควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีความสามารถในการทำความเย็นให้เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง โดยใช้ โปรแกรมคำนวณบีทียู (BTU Calculation)
- คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ที่นิยมใช้กันอยู่ 3 ประเภทคือ
- คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary compressor) ทำงานโดยการหมุนของใบพัดความเร็วสูง โดยมีคุณสมบัติคือ การสั่นสะเทือนน้อย เดินเงียบ และมีประสิทธิภาพพลังงานสูง (EER) เหมาะกับ เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
ภาพจาก Siam Compressor Industry (SCI)
- คอมเพรสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating compressor) ทำงานโดยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา โดยมีคุณสมบัติคือ ให้กำลังสูง แต่มีการสั่นสะเทือนสูง และมีเสียงดัง เหมาะกับเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่
- คอมเพรสเซอร์แบบสโกรว (Scroll compressor) พัฒนามาจากคอมเพรสเซอร์โรตารี่ ทำงานโดยใบพัดรูปก้นหอย โดยมีคุณสมบัติคือ มีการสั่นสะเทือนน้อย เดินเงียบ และมีประสิทธิภาพพลังงานสูงกว่าคอมเพรสเซอร์แบบอื่นๆในระดับเดียวกัน
ภาพจาก Copeland Corporation
- คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary compressor) ทำงานโดยการหมุนของใบพัดความเร็วสูง โดยมีคุณสมบัติคือ การสั่นสะเทือนน้อย เดินเงียบ และมีประสิทธิภาพพลังงานสูง (EER) เหมาะกับ เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
- คอยล์ (Coil) ประกอบด้วยท่อทองแดง และครีบอะลูมิเนียม (Fin) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการระบายและดูดซับความร้อน จากอากาศ ดังนั้น ผู้ซื้อจึงควรพิจารณาถึงวัตถุดิบที่ใช้ทำคอยล์ เช่นความหนาของครีบ หรือการเคลือบสารป้องกันการกัดกร่อน เนื่องจากคอยล์ที่มีสภาพดีย่อมระบายความร้อนได้ดี
ดังนั้นคอยล์ที่ทนทานจึงสามารถยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศ แถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย
- มอเตอร์พัดลม (Fan motor) เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการช่วยระบาย และดูดซับความร้อน มอเตอร์ที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศมีอยู่หลายเกรด ดังนั้นผู้ซื้อจึงควรสอบถามข้อมูลของมอเตอร์เพื่อประกอบการตัดสินใจ มอเตอร์ที่ดีควรใช้ขดลวดที่ทนความร้อนได้สูง จึงจะทำให้มอเตอร์ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยที่รอบ (rpm) ไม่ตกซึ่งมีผลต่อการระบายความร้อน และไม่เสียง่ายเนื่องจากความร้อนสูง?
- การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศในการดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าช่องว่างระหว่างเส้นใย โดยที่สิ่งสกปรกจะติดค้างอยู่ที่ไส้กรอง และต้องทำการเปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ตัวอย่างของระบบนี้ก็คือ HEPA (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.05 ไมครอน
ในกรณีที่ต้องการกำจัดกลิ่นในอากาศ จะนิยมใช้แผ่นคาร์บอน (Activated carbon filters) เพื่อดูดซับกลิ่นเช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหารเป็นต้น - การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) เป็นการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric grids) ในการดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาค โดยการเพิ่มประจุไฟฟ้าให้กับอนุภาคฝุ่นละออง และใช้แผ่นโลหะอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียงขนานกันดูดอนุภาคฝุ่นละอองไว้ โดยที่หลังจากใช้งานไประยะหนึ่งต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาดแผ่นโลหะ
- การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) เป็นการใช้เครื่องผลิตประจุไฟฟ้า และปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็นเพื่อดูดจับอนุภาคฝุ่นละออง และกลิ่น โดยประจุลบที่ปล่อยออกมาจะทำการดูดจับอนุภาคฝุ่นละอองและกลิ่น ซึ่งมีโครงสร้างเป็นประจุบวก จนกระทั่งกลุ่มอนุภาคเหล่านั้นรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น และตกลงสู่พื้นห้อง โดยกลุ่มอนุภาคเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปพร้อมกับการทำความสะอาดพื้นห้องตามปกติ ดังนั้นระบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีการทำความสะอาดเพราะไม่มีการดักจับโดยใช้แผ่นกรอง แต่เป็นการใช้ปฏิกิริยาทางเคมี
?ประจุลบ = ผลิตจากระบบฟอกอากาศ
ประจุบวก = ฝุ่นละออง กลิ่น ควัน เชื้อโรค
เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างไร (Operation)
ก่อนที่จะเริ่มทำความรู้จักประเภทของเครื่องปรับอากาศ ท่านควรทราบก่อนว่าเครื่องปรับอากาศ 1 ชุดนั้นประกอบด้วย อะไรบ้าง ซึ่งก็คือ
1) แฟนคอยล์ ยูนิต (Fan coil unit) หรือที่เรียกกันว่า ?คอยล์เย็น? หรือ ?Indoor unit? ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้อง ซึ่งภายในเครื่องประกอบด้วย แผงคอยล์เย็น และชุดมอเตอร์พัดลม
2) คอนเดนซิ่ง ยูนิต (Condensing unit) หรือที่เรียกกันว่า ?คอยล์ร้อน? หรือ ?Outdoor unit? ทำหน้าที่ระบายความร้อน ซึ่งภายในเครื่องประกอบด้วย คอมเพรสเซอร์ แผงคอยล์ร้อน และชุดมอเตอร์พัดลม
เครื่องปรับอากาศทั่วไปที่ใช้ตามบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดแบ่งได้เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆดังนี้
1) แบบติดผนัง (Wall type)
2) แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type)
3) แบบตู้ตั้ง (Package type)
4) แบบฝังเพดาน (Built-in type)
5) แบบหน้าต่าง (Window type)
6) แบบเคลื่อนที่ (Movable type)
?air-thai.com? ขอนำเสนอรูปแบบ การใช้งาน ข้อดี และข้อเสีย ของเครื่องปรับอากาศแต่ละประเภทดังนี้
1) แบบติดผนัง (Wall type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่มีรูปแบบเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกขนาดเล็ก
ข้อดี:
? รูปแบบทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลาย
? เงียบ
? ติดตั้งง่าย
ข้อเสีย:
? ไม่เหมาะกับงานหนัก เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก และอุดตันง่ายกว่าคอยล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า
2) แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่เล็ก เช่น ห้องนอน ไปจนถึงห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สำนักงาน ร้านอาหาร ห้องประชุม
ข้อดี:
? สามารถเลือกการติดตั้งได้ทั้งตั้งพื้น หรือแขวนเพดาน
? สามารถใช้งานได้หลากหลาย เข้าได้กับทุกสถานที่
? การระบายลมดี
ข้อเสีย:
? ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก
3) แบบตู้ตั้ง (Package type) เป็นเครื่องปรับอากาศ ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร
ข้อดี:
? ติดตั้งง่าย โดยสามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด
? ทำความเย็นได้เร็วเนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดลมที่ใหญ่ ซึ่งให้กำลังลมที่แรงกว่า
ข้อเสีย:
? เสียพื้นที่ใช้สอย
4) แบบฝังเพดาน (Built-in type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นเครื่องปรับอากาศน้อยที่สุด
ข้อดี:
? สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง
ข้อเสีย:
? ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง
? การดูแลรักษาทำได้ไม่ค่อยสะดวก
5) แบบหน้าต่าง (Window type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่รวมทั้ง คอนเดนซิ่ง ยูนิต และ แฟนคอยล์ ยูนิต อยู่ในเครื่องเดียว ซึ่งสามารถติดตั้งโดยการฝังที่กำแพงห้องได้เลย โดยที่ไม่ต้องเดินท่อน้ำยา ดังนั้นการติดตั้งจึงต้องติดตั้งบริเวณช่องหน้าต่างหรือเจาะช่องที่ผนังแข็งแรง
ข้อดี:
?ประหยัดพื้นที่เนื่องจากไม่ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งคอนเดนซิ่ง ยูนิต
? ติดตั้งง่ายเพราะไม่ต้องเดินท่อน้ำยา
? ประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูงกว่าแบบอื่นๆ เนื่องไม่มีการเดินท่อน้ำยา ทำให้ไม่มีความร้อนแทรกซึมตามท่อน้ำยา
ข้อเสีย:
? มีเสียงดังจากการทำงานของคอมเพรสเซอร์ และทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนของตัวเครื่องและผนัง
? ถ้าเครื่องมีขนาดขนาดใหญ่เกินไปจะมีปัญหาในการติดตั้ง เพราะบริเวณเพราะบริเวณช่องหน้าต่างไม่สามารถรับน้ำหนักมากได้
6) แบบเคลื่อนที่ (Movable type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องทำการติดตั้ง และสามารถเข็นไปใช้ได้ทุกพื้นที่ พูดง่ายๆก็คือสามารถเสียบปลั๊กใช้ได้เลย
ข้อดี:
? ขนาดกะทัดรัด
? ไม่ต้องติดตั้ง
? สามารถเข็นไปได้ใช้ได้ทุกพื้นที่ ทั้งในห้อง และกลางแจ้ง
ข้อเสีย:
? ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดใหญ่ไม่มาก
? ประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำกว่า เนื่องจากเป็นระบบเปิดเมื่อนำไปใช้กลางแจ้ง
ที่มา : air-thai.com
เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างไร (Operation)
หลังจากที่เราได้ศึกษา ความรู้เบื้องต้น (Basics) และ ประเภทของระบบปรับอากาศ มาแล้ว ทาง ?air-thai.com? จึงขออธิบายหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในบ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งก็คือ ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system)
แต่ก่อนที่เราจะเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เราควรทราบก่อนว่าส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มีอะไรบ้าง
1) คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็น หรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
2) คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3) คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4) อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)
ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้
ภาพจาก http://www.me.utexas.edu
1) เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน
2) น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน
3) น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)
4) จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป
หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้
1) สารทำความเย็นหรือน้ำยา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้นน้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการทำงานของคอมเพรสเซอร์
2) คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ
ที่มา : air-thai.com
ความรู้เบื้องต้นของการปรับอากาศ (Basics)
?การปรับอากาศคือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศในบริเวณหนึ่งให้เป็นไปตามความต้องการ?
โดยทั่วไปแล้ว การปรับอากาศสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้เป็น 2 ประเภท
1) การปรับอากาศเพื่อความเย็นสบาย เป็นการปรับอากาศที่มุ่งส่งเสริมความเย็นสบาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้คนที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในที่บริเวณนั้นๆ เช่น การปรับอากาศภายในบ้าน สำนักงาน ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ
2) การปรับอากาศเพื่อการอุตสาหกรรม เป็นการปรับอากาศเพื่อควบคุมภาวะบรรยากาศในกระบวนการผลิต การทำงานวิจัย และการเก็บรักษาผลผลิตต่างๆ เช่น การปรับอากาศในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตอาหาร ฯลฯ
ดังนั้น จึงต้องมีการเลือกระบบการปรับอากาศให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันระบบปรับอากาศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ระบบ โดยแบ่งตามลักษณะการส่งความเย็น
1) ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system) คือระบบที่ส่งเฉพาะอากาศที่ถูกทำความเย็นแล้วไปยังบริเวณที่ต้องการปรับอากาศ ระบบนี้เหมาะสำหรับระบบเล็กๆ เช่นบ้านพักอาศัย หรือสำนักงานขนาดเล็ก
2) ระบบน้ำทั้งหมด (All-water system) คือระบบที่ส่งเฉพาะน้ำที่ถูกทำความเย็นจากส่วนกลางไปยังบริเวณที่ต้องการปรับอากาศแต่ละแห่ง ระบบนี้เหมาะกับการใช้งานในเชิงพาณิชย์เกือบทุกประเภท เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า และใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่าระบบอากาศล้วน
3) ระบบน้ำและอากาศ (Water-air system) คือระบบที่ส่งทั้งน้ำเย็นและอากาศจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ปลายทางแต่ละห้อง โดยการนำเอาข้อดีของระบบน้ำที่สามารถนำพาความเย็นส่วนใหญ่ไปได้ดีกว่า และข้อดีของอากาศที่สามารถส่งด้วยความเร็วสูงกว่า จึงทำให้ใช้เนื้อที่ปล่องและเพดานไม่มากนัก แต่ต้นทุนในการของระบบนี้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ
ทีมา : ?air-thai.com
บีทียู คืออะไร
หน่วยหนึ่ง ( ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ ) สามารถเทียบได้กับหน่วยแคลอรีหรือหน่วยจูลในระบบสากล โดยที่ ความร้อน 1 Btu คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน ( ถ่ายเทความร้อน ) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง ( Btu/h ) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด??12,000????บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12,000 บีทียูภายในเวลา 1 ชั่วโมงแต่โดยทั่วไปในท้องตลาดมักใช้คำว่าบีทียูต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดหลักวิชาการแต่ว่าเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป